โฮมเพจ TopRealtyThai ศูนย์กลางซื้อ-ขาย-เช่า อสังหาริมทรัพย์ออนไลน์

**รับฝากขาย-เช่า คอนโด บ้าน ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด**

**หากท่านต้องการที่ดินที่ไหน ให้เราช่วยจัดหาให้ตรงกับความต้องการของท่าน สนใจโทรสอบถามได้ ^_^**

**ขายที่ดิน ทำเลดี ในราคาพิเศษ**


รับข่าวสาร ยกเลิกรับ  E-mail:
ตอบโดย สำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน
ประสานงานโดยสำนักงานเลขานุการกรม โทร.0-2221-5682, 0-2226-3073
ที่มา : กรมที่ดิน www.dol.go.th
  1. ค่าใช้จ่ายในการโอนบ้าน-อาคารพาณิชย์ (อัตราค่าธรรมเนียมโอน แก้ไขตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับใหม่)
  2. การขอทราบชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินต้องทำอย่างไร
  3. การสอบถามราคาประเมินที่ดิน ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง
  4. ที่ดินในครอบครอง ไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครอง
  5. ที่ดินในครอบครอง จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่
  6. กรณีการซิ้อบ้านพร้อมที่ดิน (จดทะเบียนกับคนต่างด้าว)
  7. คู่สัญญาซื้อขายอยู่ไกลกันมาก และไม่ต้องการเดินทางมาสำนักงานที่ดิน
  8. ใบอนุญาตค้าที่ดินกับจัดสรรที่ดินแตกต่างกันอย่างไร
  9. หน่วยงานใดรับผิดชอบการเวนคืน
  10. หน่วยงานใดมีหน้าที่จัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่
  11. ดินขุดลอกคลอง ถือเป็นที่งอกริมตลิ่งหรือไม

1) ค่าใช้จ่ายในการโอนบ้าน-อาคารพาณิชย์

ตอบ: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 บัญญัติว่า "ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อ ผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย" ดังนั้น ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขาย จึงมีหน้าที่ออกกันคนละครึ่งตามกฎหมาย สำหรับค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร กำหนดให้ผู้มีเงินได้ (ผู้ขาย) เป็นผู้เสีย ผู้ซื้อมีหน้าที่หักและนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
สำหรับการจดทะเบียนขายบ้าน-อาคารพาณิชย์พร้อมที่ดิน เสียค่าใช้จ่าย ดังนี้

ก) ค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 2 คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ (กรณีขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นบ้าน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น หรืออสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวพร้อมที่ดิน ได้รับลดค่าธรรมเนียมจากเดิมร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0.01 จากราคาประเมินทุนทรัพย์ โดยที่ผู้ขายต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่ว่าระยะเวลาดังกล่าวจะต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ตาม*)
*
หมายเหตุ แก้ไขตามประกาศกระทรวงมหาดไทย กรณีสนับสนุนการซื้อขายและจำนองตามมาตรการส่งเสริมการตลาดบ้านมือสอง ประกาศ ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ซึ่งอัตรานี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550)
ข)
ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ตามวิธีการที่กำหนดตามประมวลรัษฎากร ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน จะเป็นผู้คำนวณและเรียกเก็บในขณะจดทะเบียน
ค)
ค่าอากรแสตมป์ใบรับ อัตราร้อยละ 50 สตางค์ คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์หรือจำนวนทุนทรัพย์ที่ผู้ขอแสดง แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
ง)
ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับกรณีบุคคลธรรมดาขายอสังหาริมทรัพย์ไปภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนได้มา อัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่น) คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์หรือราคาขายแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า และเมื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ใบรับตาม ค) แต่ในขณะนี้ มีประกาศยกเว้นค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการขายอาคารพาณิิชย์พร้อมที่ดินใช้เป็นที่อยู่อาศัยที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่ว่าระยะเวลาดังกล่าวจะต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ตาม (ดู * หมายเหตุ ใน ข้อก)go to top

2) การขอทราบชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินต้องทำอย่างไร

ตอบ: การขอทราบชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ผู้ขอตรวจสอบจะต้องยื่นคำขอตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ โดยผู้ขอตรวจสอบจะต้องมีรายละเอียดในส่วนของเลขที่โฉนด เลขที่ดิน หน้าสำรวจ ระวาง ตลอดจนที่ตั้งของที่ดินแปลงที่จะขอตรวจสอบว่าตั้งอยู่ที่ตำบล อำเภอ จังหวัดอะไร หรือรายละเอียดของ น.ส.3, อาคารชุดที่ต้องการจะทราบชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น go to top

3) การสอบถามราคาประเมินที่ดิน ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง

ตอบ: การสอบถามราคาประเมินที่ดิน หากเป็นที่ดินในเขตกรุงเทพฯ หรือปริมณฑลที่ใช้วิธีประเมินราคาเป็นรายแปลง ขอให้ค้นหาราคาประเมินด้วยตนเองได้จาก หัวข้อค้นหาราคาประเมินที่ดิน หากค้นหาไม่พบ กรุณาแจ้งรายละเอียดให้ครบถ้วนดังนี้ เลขที่โฉนดที่ดิน เลขที่ดิน เลขหน้าสำรวจ จังหวัด อำเภอ ตำบล (กรณีที่ที่ดินอยู่ต่างจังหวัด ใช้วิธีประเมินเป็นแบบ โซน/บล็อก ฉะนั้นต้องแจ้งด้วยว่าที่ดินติดถนน ซอย คลอง แม่น้ำ อยู่ในหรือนอกเขตเทศบาล) จึงจะทำการค้นหาราคาประเมินได้ go to top

4) ที่ดินในครอบครอง ไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครอง

ถาม: ญาติกันมีที่ดินอยู่ที่ศรีษะเกษ ทำนากันมาต่อเนื่องหลายชั่วคน ปัจจุบันไม่มีเอกสารใดๆ จะใช้พยานบุคคลหรือสถานที่เพื่อครอบครองที่ดินได้หรือไม่

ตอบ: ที่ดินที่จะดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินได้ เจ้าของที่ดินจะต้องเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินจริง โดยต้องไม่เป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน เช่น ที่ดินสงวนหวงห้าม ที่ดินในเขตป่า ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ที่ดินที่สาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่เขา ที่ภูเขา หรือที่เกาะ เป็นต้น หากที่ดินอยู่ในเขตที่ดินต้องห้ามตามนัยดังกล่าว ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินได้
สำหรับคำถาม ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอที่จะตอบในรายละเอียดที่ชัดแจ้งได้ อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2548 กรมที่ดินมีแผนงานโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศให้กับผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยไม่มีหลักฐาน แต่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินมีหลักฐาน น.ค. 3 , กสน.5 และที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ขอให้ติดต่อที่ศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินประจำจังหวัด สำนักงานที่ดินจังหวัด/สาขา/ส่วนแยก/อำเภอ/กิ่งอำเภอ ที่ที่ดินตั้งอยู่ go to top

5) ที่ดินในครอบครอง จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่

ถาม: ดิฉันได้ซื้อที่ดินในเขตเทศบาลผืนหนึ่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน (สมัยนั้นเป็นที่นอกเขตเทศบาล) ขณะซื้อไม่ได้มีการโอนและใบที่ดินนั้นเป็นใบจับจองมอบให้ไว้ถือซึ่งไม่ทราบว่าตรงกับที่หรือไม่ แต่ได้มีการชี้ที่ดินและมอบให้ทำกินมานานจนถึงปัจจุบันและเป็นที่ทราบดีของบุตร,ญาติเจ้าของที่ และเพื่อนบ้าน ต่อมาเจ้าของเดิมเสียชีวิต (6-7 ปีที่แล้ว) ดิฉันได้ติดต่อขอโอนที่และทำโฉนดโดยบุตรและญาติของเจ้าของเดิมได้ให้คำรับรองต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้แล้วว่าได้ขายให้ดิฉันจริง แต่หลังจากสำนักงานที่ดินตรวจสอบ บอกว่าใบจับจองไม่ตรงกับที่ดิน และที่ดินที่ทำกินอยู่ ไม่มีเอกสารหลักฐานอยู่ที่สำนักงานที่ดินเลย (เนื่องจากก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่บอกว่าเอกสารบางฉบับเคยถูก น้ำท่วม เสียหายไป) หลังจากดิฉันติดต่อกับเจ้าหน้าที่ แนะนำให้รอทำเมื่อมีโครงการออกโฉนดในพื้นที่ตกสำรวจ ซึ่งรอมา 5 ปี ยังไม่มีวี่แวว แล้วเมื่อไหร่ดิฉันจะได้ใบโฉนด และจะมีโครงการดังกล่าวจริงหรือไม่เพราะเท่าที่ผ่านมามีแต่นอกเขตเมือง

ตอบ: คำตอบเหมือนกับข้อ 4 go to top

6) กรณีการซิ้อบ้านพร้อมที่ดิน (จดทะเบียนกับคนต่างด้าว)

ถาม: ดิฉันเป็นคนไทย เพิ่งจะจดทะเบียนสมรสกับคนอังกฤษ (กำลังจะเปลี่ยนสัญชาติปลายปีนี้) ขณะนี้พำนักอยู่กับสามีที่ประเทศอังกฤษ แต่ประสงค์จะย้ายถิ่นฐานกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทย ดิฉันต้องการจะซื้อบ้านพร้อมที่ดินที่เมืองไทยเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัย
1. ดิฉันจะสามารถซื้อในนามของดิฉันได้หรือไม่ หรือให้สามีชาวอังกฤษซื้อในนามของสามีได้หรือไม่
2. ถ้าดิฉันโอนสัญชาติแล้ว ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยโดยยังคงถือสัญชาติอังกฤษ ดิฉันจะมีสิทธิ์ซื้อบ้านได้หรือไม่
3. ถ้าดิฉันโอนสัญชาติแล้ว ให้พี่น้องที่เมืองไทยซื้อบ้านให้ในนามพี่น้องของดิฉันก่อน แล้วให้เขาโอนให้ดิฉันภายหลัง ทำได้หรือไม่ รบกวนขอคำแนะนำพร้อมรายละเอียดด้วย

ตอบ:
ข้อ 1. บุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว และยังคงถือสัญชาติไทยเหมือนเดิม ไม่ได้สละสัญชาติไทย มีความประสงค์จะซื้อบ้านพร้อมที่ดิน สามารถซื้อได้โดยบุคคลสัญชาติไทย และสามีที่เป็นคนต่างด้าว ต้องบันทึกยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าเงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว มิใช่สินสมรส พนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขอได้ และเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะทะเบียนฯ แล้ว ที่ดินย่อมตกเป็นสินส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทย
สำหรับคนต่างด้าวจะขอซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ ต้องเป็นคนต่างด้าวที่นำเงินมาลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท ซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่ได้ไม่เกิน 1 ไร่ และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ตามนัยมาตรา 96 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
ข้อ 2.-3. หญิงซึ่งมีสัญชาติไทยและได้สมรสกับคนต่างด้าว แต่ยังไม่ได้สละสัญชาติไทยยังคงมีสิทธิถือครองที่ดินได้เช่นเดียวกับคนสัญชาติไทย แต่ถ้าได้สละสัญชาติไทยแล้ว มีสิทธิขอได้มา ซึ่งที่ดินได้ ตามนัยมาตรา 96 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
กรณีถือครองที่ดินก่อนสละสัญชาติไทย ต่อมาเมื่อได้สละสัญชาติไทย ก็ให้คงมีสิทธิถือที่ดินได้เท่าที่คนต่างด้าวนั้นจะพึงมี ตามนัยมาตรา 87 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น ที่อยู่อาศัยครอบครัวละไม่เกิน 1 ไร่ นอกจากนั้นให้ทำการจำหน่าย
รายละเอียดกรณีคนต่างด้าวขอได้มาซึ่งที่ดิน ตามมาตรา 96 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ปรากฏอยู่ใน Website กรมที่ดิน www.dol.go.th หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้ติดต่อสอบถามสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน หมายเลขโทรศัพท์ 0-2221-9189 go to top

7) คู่สัญญาซื้อขายอยู่ไกลกันมาก และไม่ต้องการเดินทางมาสำนักงานที่ดิน

ตอบ: กรณีตามปัญหา คู่สัญญา สามารถยื่นคำขอซื้อขายที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ที่ใกล้บ้าน แต่นิติกรรมซื้อขายยังไม่เสร็จในวันนั้น สำนักงานที่รับคำขอจะดำเนินการรับคำขอ คิดค่าธรรมเนียม แล้วส่งเรื่องไปในสำนักงานท้องที่ที่จดทะเบียนดำเนินการให้ เสร็จแล้วจึงจะส่งเรื่องกลับคืนมา ซึ่งระยะเวลาจะใช้ในการดำเนินการประมาณ 15-20 วัน ทั้งนี้ การยื่นคำขอดังกล่าวจะต้องตามมาตรา 72 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการรับคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์สำหรับที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน ใบไต่สวน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ณ กรมที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดหรือสำนักงานที่ดินสาขา พ.ศ. 2529 และหนังสือเวียนกรมที่ดิน ที่ มท 0701/ว 12601 ลงวันที่ 26 เมษายน 2543 go to top

8) ใบอนุญาตค้าที่ดินกับจัดสรรที่ดินแตกต่างกันอย่างไร

ถาม: ถ้าผมซื้อบ้านจากโครงการที่ขอใบอนุญาตค้าที่ดินแต่ไม่มีใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน ผมในฐานะผู้บริโภคจะเสียเปรียบผู้ประกอบการบ้านจัดสรรนั้นอย่างไรบ้าง และอยากทราบความแตกต่างของใบอนุญาตทั้งสองที่มีผลต่อผู้บริโภค

ตอบ: ความแตกต่างระหว่างการค้าที่ดินกับการจัดสรรที่ดิน
ก) การค้าที่ดิน ตามคำนิยามในมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หมายความว่า การได้มาและจำหน่ายไปซึ่งที่ดินเพื่อประโยชน์ในกิจการค้าหากำไร โดยวิธีขาย แลกเปลี่ยน หรือให้เช่าซื้อที่ดินและมาตรา 101 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บุคคลใดประสงค์จะทำการค้าที่ดิน ต้องได้รับอนุญาตเป็นการเฉพาะรายที่ดินจากรัฐมนตรี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ข) การจัดสรรที่ดิน ตามคำนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 หมายความว่า การจำหน่ายที่ดินที่ได้แบ่งเป็นแปลงย่อยรวมกันตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งจากที่ดินแปลงเดียวหรือแบ่งจากที่ดินหลายแปลงที่มีพื้นที่ติดต่อกัน โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นค่าตอบแทนและให้หมายความรวมถึงการดำเนินการดังกล่าว ที่ได้มีการแบ่งที่ดินแปลงเดิมเพิ่มเติมภายในสามปี เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปด้วย
** ผู้ซื้อที่ดินที่ไม่มีใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่สำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โทร.0-2222-3271 go to top

9) หน่วยงานใดรับผิดชอบการเวนคืน

ตอบ: การเวนคืนที่ดิน กรมที่ดินมิได้เป็นผู้กำหนดหลักเขตเวนคืน ต้องตรวจสอบกับหน่วยงานเจ้าของโครงการที่เวนคืนที่ดิน เช่น เวนคืนเพื่อนำไปสร้างถนน ก็ต้องติดต่อสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง เมื่อเวนคืนแล้วหน่วยงานที่เวนคืน จะขอความร่วมมือจากกรมที่ดิน เข้าไปทำการรังวัดเพื่อกำหนดเขตเวนคืนต่อไป go to top

10) หน่วยงานใดมีหน้าที่จัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่

ตอบ: การเสียภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดิน กรมที่ดินมิได้เป็นผู้จัดเก็บ หน่วยงานที่จัดเก็บคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยดูว่าที่ดินตั้งอยู่ในเขตการปกครองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด องค์กรนั้นจะเป็นผู้จัดเก็บ เช่น สำนักงานเขตต่างๆใน ก.ท.ม., เทศบาล, อ.บ.ต. ฯลฯ กรมที่ดินจะจัดเก็บเฉพาะค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ส่วนภาษีเงินได้ฯ ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นการจัดเก็บแทนส่วนราชการอื่น go to top

11) ดินขุดลอกคลอง ถือเป็นที่งอกริมตลิ่งหรือไ่ม่

ถาม: ที่อยู่ริมคลอง ต่อมามีการขุดลอกคลองครั้งใหญ่ ทำให้เกิดเป็นที่ดินยื่นออกไปจากโฉนดเดิม ขอถามเป็นข้อดังนี้ครับ
1.ที่งอกนั้นเป็นสมบัติของเราหรือไม่
2.มีบางส่วนที่คนเริ่มเข้ามาจับจอง คนพวกนั้นทำถูกกฎหมายหรือไม่
3.ถ้าเราจะโกยดินพวกนั้นเข้ามาในที่ของเรา ให้ที่ตรงนั้นเป็นคลองเหมือนเดิมจะได้หรือไม่
4.คนที่มาจับจองที่ดินตามข้อสอง เราจะขับไล่ได้หรือไม่ เพราะขวางทางไปสู่คลองตามโฉนด

ตอบ: ที่ดินที่จะถือว่าเป็นที่งอกริมตลิ่งมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา คือ ต้องเป็นที่ดินซึ่งงอกออกไปจากตลิ่ง ไม่ใช่งอกจากกลางแม่น้ำมาสู่ที่ดินของเจ้าของที่ดิน ต้องเป็นที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่ใช่โดยการถม และต้องไม่มีทางน้ำสาธารณะ ทางสาธารณะ หรือที่สาธารณะอื่นใดคั่นระหว่างที่ดินเดิมกับที่งอก เมื่อเวลาน้ำขึ้นตามปกติน้ำท่วมไม่ถึง ที่งอกริมตลิ่งดังกล่าวนี้ มาตรา 1308 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า "ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น"
1. ตามคำถาม ที่ดินของท่านมีโฉนดที่ดิน และอยู่ริมคลอง เมื่อมีการขุดลอกคลองและนำดินที่ขุดมานั้นมาถม ทำให้เกิดที่ดินยื่นออกไปจากโฉนดที่ดิน ที่ดินส่วนที่ยื่นออกไปจากโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นที่งอกริมตลิ่ง เพราะไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามหลักเกณฑ์ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ที่ดินส่วนที่ยื่นออกไปจึงไม่ได้เป็นของท่านแต่อย่างใด
2. เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวไม่เป็นที่งอกริมตลิ่ง ที่ดินส่วนที่ยื่นออกไปจึงยังคงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นเดิม การที่มีผู้เข้าไปจับจองในที่ดินบริเวณนี้ ย่อมเป้นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการบุกรุกที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน
3. ท่านไม่สามารถโกยดินส่วนนั้นเข้าไปในที่ดินของท่านได้ เนื่องจากเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และอาจจะต้องได้รับโทษตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 108 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
4. โดยปกติการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่สาธารณประโยชน์ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องร้องผู้บุกรุกได้ แต่ถ้าปรากฏว่าการเข้าไปจับจองที่ดินดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ท่านเป็นพิเศษ เช่น กีดขวางต่อการเดินทางสัญจร เข้า ออก คลองโดยปกติ ท่านสามารถที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องขอให้ผู้นั้นออกไปจากที่ดินนั้น หรือให้หยุดการกระทำอันก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ท่านได้ go to top

 

 

 
 


Webmaster : admin@toprealtythai.com    Design by :    Websolutions :

Copyright © 2005-2008, TopRealtyThai.com, All Rights Reserved.