- ค่าใช้จ่ายในการโอนบ้าน-อาคารพาณิชย์
(อัตราค่าธรรมเนียมโอน แก้ไขตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับใหม่)
- การขอทราบชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินต้องทำอย่างไร
- การสอบถามราคาประเมินที่ดิน
ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง
- ที่ดินในครอบครอง ไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์
หรือสิทธิครอบครอง
- ที่ดินในครอบครอง จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่
- กรณีการซิ้อบ้านพร้อมที่ดิน
(จดทะเบียนกับคนต่างด้าว)
- คู่สัญญาซื้อขายอยู่ไกลกันมาก
และไม่ต้องการเดินทางมาสำนักงานที่ดิน
- ใบอนุญาตค้าที่ดินกับจัดสรรที่ดินแตกต่างกันอย่างไร
- หน่วยงานใดรับผิดชอบการเวนคืน
- หน่วยงานใดมีหน้าที่จัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่
- ดินขุดลอกคลอง ถือเป็นที่งอกริมตลิ่งหรือไม่
1) ค่าใช้จ่ายในการโอนบ้าน-อาคารพาณิชย์
ตอบ: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 บัญญัติว่า "ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น
ผู้ซื้อ ผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย" ดังนั้น ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย
ผู้ซื้อและผู้ขาย จึงมีหน้าที่ออกกันคนละครึ่งตามกฎหมาย สำหรับค่าภาษีเงินได้หัก
ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร กำหนดให้ผู้มีเงินได้
(ผู้ขาย) เป็นผู้เสีย ผู้ซื้อมีหน้าที่หักและนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
สำหรับการจดทะเบียนขายบ้าน-อาคารพาณิชย์พร้อมที่ดิน เสียค่าใช้จ่าย
ดังนี้
ก) ค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ
2 คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์
(กรณีขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นบ้าน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น
หรืออสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวพร้อมที่ดิน ได้รับลดค่าธรรมเนียมจากเดิมร้อยละ
2 เหลือร้อยละ 0.01 จากราคาประเมินทุนทรัพย์ โดยที่ผู้ขายต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเป็นเวลา
1 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่ว่าระยะเวลาดังกล่าวจะต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ตาม*)
* หมายเหตุ แก้ไขตามประกาศกระทรวงมหาดไทย กรณีสนับสนุนการซื้อขายและจำนองตามมาตรการส่งเสริมการตลาดบ้านมือสอง
ประกาศ ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ซึ่งอัตรานี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่
16 พฤศจิกายน 2548 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550)
ข) ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
หัก ณ ที่จ่าย คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ตามวิธีการที่กำหนดตามประมวลรัษฎากร
ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน จะเป็นผู้คำนวณและเรียกเก็บในขณะจดทะเบียน
ค) ค่าอากรแสตมป์ใบรับ อัตราร้อยละ
50 สตางค์ คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์หรือจำนวนทุนทรัพย์ที่ผู้ขอแสดง
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
ง) ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับกรณีบุคคลธรรมดาขายอสังหาริมทรัพย์ไปภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนได้มา
อัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่น) คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์หรือราคาขายแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
และเมื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ใบรับตาม
ค) แต่ในขณะนี้ มีประกาศยกเว้นค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการขายอาคารพาณิิชย์พร้อมที่ดินใช้เป็นที่อยู่อาศัยที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรเป็นเวลา
1 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่ว่าระยะเวลาดังกล่าวจะต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ตาม
(ดู * หมายเหตุ ใน ข้อก)go to top
2) การขอทราบชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินต้องทำอย่างไร
ตอบ: การขอทราบชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ผู้ขอตรวจสอบจะต้องยื่นคำขอตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่
โดยผู้ขอตรวจสอบจะต้องมีรายละเอียดในส่วนของเลขที่โฉนด เลขที่ดิน หน้าสำรวจ
ระวาง ตลอดจนที่ตั้งของที่ดินแปลงที่จะขอตรวจสอบว่าตั้งอยู่ที่ตำบล
อำเภอ จังหวัดอะไร หรือรายละเอียดของ น.ส.3, อาคารชุดที่ต้องการจะทราบชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น go to top
3) การสอบถามราคาประเมินที่ดิน ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง
ตอบ: การสอบถามราคาประเมินที่ดิน หากเป็นที่ดินในเขตกรุงเทพฯ หรือปริมณฑลที่ใช้วิธีประเมินราคาเป็นรายแปลง
ขอให้ค้นหาราคาประเมินด้วยตนเองได้จาก หัวข้อค้นหาราคาประเมินที่ดิน
หากค้นหาไม่พบ กรุณาแจ้งรายละเอียดให้ครบถ้วนดังนี้ เลขที่โฉนดที่ดิน
เลขที่ดิน เลขหน้าสำรวจ จังหวัด อำเภอ ตำบล (กรณีที่ที่ดินอยู่ต่างจังหวัด
ใช้วิธีประเมินเป็นแบบ โซน/บล็อก ฉะนั้นต้องแจ้งด้วยว่าที่ดินติดถนน
ซอย คลอง แม่น้ำ อยู่ในหรือนอกเขตเทศบาล) จึงจะทำการค้นหาราคาประเมินได้ go to top
4) ที่ดินในครอบครอง ไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์
หรือสิทธิครอบครอง
ถาม: ญาติกันมีที่ดินอยู่ที่ศรีษะเกษ ทำนากันมาต่อเนื่องหลายชั่วคน ปัจจุบันไม่มีเอกสารใดๆ
จะใช้พยานบุคคลหรือสถานที่เพื่อครอบครองที่ดินได้หรือไม่
ตอบ: ที่ดินที่จะดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินได้ เจ้าของที่ดินจะต้องเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินจริง
โดยต้องไม่เป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน เช่น ที่ดินสงวนหวงห้าม
ที่ดินในเขตป่า ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ที่ดินที่สาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ที่เขา ที่ภูเขา หรือที่เกาะ เป็นต้น หากที่ดินอยู่ในเขตที่ดินต้องห้ามตามนัยดังกล่าว
ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินได้
สำหรับคำถาม ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอที่จะตอบในรายละเอียดที่ชัดแจ้งได้
อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2548 กรมที่ดินมีแผนงานโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศให้กับผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยไม่มีหลักฐาน
แต่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน
ที่ดินมีหลักฐาน น.ค. 3 , กสน.5 และที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์
ขอให้ติดต่อที่ศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินประจำจังหวัด สำนักงานที่ดินจังหวัด/สาขา/ส่วนแยก/อำเภอ/กิ่งอำเภอ
ที่ที่ดินตั้งอยู่ go to
top
5) ที่ดินในครอบครอง จะออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่
ถาม: ดิฉันได้ซื้อที่ดินในเขตเทศบาลผืนหนึ่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน (สมัยนั้นเป็นที่นอกเขตเทศบาล)
ขณะซื้อไม่ได้มีการโอนและใบที่ดินนั้นเป็นใบจับจองมอบให้ไว้ถือซึ่งไม่ทราบว่าตรงกับที่หรือไม่
แต่ได้มีการชี้ที่ดินและมอบให้ทำกินมานานจนถึงปัจจุบันและเป็นที่ทราบดีของบุตร,ญาติเจ้าของที่
และเพื่อนบ้าน ต่อมาเจ้าของเดิมเสียชีวิต (6-7 ปีที่แล้ว) ดิฉันได้ติดต่อขอโอนที่และทำโฉนดโดยบุตรและญาติของเจ้าของเดิมได้ให้คำรับรองต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้แล้วว่าได้ขายให้ดิฉันจริง
แต่หลังจากสำนักงานที่ดินตรวจสอบ บอกว่าใบจับจองไม่ตรงกับที่ดิน และที่ดินที่ทำกินอยู่
ไม่มีเอกสารหลักฐานอยู่ที่สำนักงานที่ดินเลย (เนื่องจากก่อนหน้านั้น
เจ้าหน้าที่บอกว่าเอกสารบางฉบับเคยถูก น้ำท่วม เสียหายไป) หลังจากดิฉันติดต่อกับเจ้าหน้าที่
แนะนำให้รอทำเมื่อมีโครงการออกโฉนดในพื้นที่ตกสำรวจ ซึ่งรอมา 5 ปี
ยังไม่มีวี่แวว แล้วเมื่อไหร่ดิฉันจะได้ใบโฉนด และจะมีโครงการดังกล่าวจริงหรือไม่เพราะเท่าที่ผ่านมามีแต่นอกเขตเมือง
ตอบ: คำตอบเหมือนกับข้อ 4 go to top
6) กรณีการซิ้อบ้านพร้อมที่ดิน (จดทะเบียนกับคนต่างด้าว)
ถาม: ดิฉันเป็นคนไทย เพิ่งจะจดทะเบียนสมรสกับคนอังกฤษ (กำลังจะเปลี่ยนสัญชาติปลายปีนี้)
ขณะนี้พำนักอยู่กับสามีที่ประเทศอังกฤษ แต่ประสงค์จะย้ายถิ่นฐานกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทย
ดิฉันต้องการจะซื้อบ้านพร้อมที่ดินที่เมืองไทยเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัย
1. ดิฉันจะสามารถซื้อในนามของดิฉันได้หรือไม่ หรือให้สามีชาวอังกฤษซื้อในนามของสามีได้หรือไม่
2. ถ้าดิฉันโอนสัญชาติแล้ว ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยโดยยังคงถือสัญชาติอังกฤษ
ดิฉันจะมีสิทธิ์ซื้อบ้านได้หรือไม่
3. ถ้าดิฉันโอนสัญชาติแล้ว ให้พี่น้องที่เมืองไทยซื้อบ้านให้ในนามพี่น้องของดิฉันก่อน
แล้วให้เขาโอนให้ดิฉันภายหลัง ทำได้หรือไม่ รบกวนขอคำแนะนำพร้อมรายละเอียดด้วย
ตอบ:
ข้อ 1. บุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว และยังคงถือสัญชาติไทยเหมือนเดิม
ไม่ได้สละสัญชาติไทย มีความประสงค์จะซื้อบ้านพร้อมที่ดิน สามารถซื้อได้โดยบุคคลสัญชาติไทย
และสามีที่เป็นคนต่างด้าว ต้องบันทึกยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าเงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว
มิใช่สินสมรส พนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขอได้
และเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะทะเบียนฯ แล้ว ที่ดินย่อมตกเป็นสินส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทย
สำหรับคนต่างด้าวจะขอซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ ต้องเป็นคนต่างด้าวที่นำเงินมาลงทุนไม่ต่ำกว่า
40 ล้านบาท ซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่ได้ไม่เกิน 1 ไร่ และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
ตามนัยมาตรา 96 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
ข้อ 2.-3. หญิงซึ่งมีสัญชาติไทยและได้สมรสกับคนต่างด้าว แต่ยังไม่ได้สละสัญชาติไทยยังคงมีสิทธิถือครองที่ดินได้เช่นเดียวกับคนสัญชาติไทย
แต่ถ้าได้สละสัญชาติไทยแล้ว มีสิทธิขอได้มา ซึ่งที่ดินได้ ตามนัยมาตรา
96 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
กรณีถือครองที่ดินก่อนสละสัญชาติไทย ต่อมาเมื่อได้สละสัญชาติไทย ก็ให้คงมีสิทธิถือที่ดินได้เท่าที่คนต่างด้าวนั้นจะพึงมี
ตามนัยมาตรา 87 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น ที่อยู่อาศัยครอบครัวละไม่เกิน
1 ไร่ นอกจากนั้นให้ทำการจำหน่าย
รายละเอียดกรณีคนต่างด้าวขอได้มาซึ่งที่ดิน ตามมาตรา 96 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
ปรากฏอยู่ใน Website กรมที่ดิน www.dol.go.th หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้ติดต่อสอบถามสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน
หมายเลขโทรศัพท์ 0-2221-9189 go
to top
7) คู่สัญญาซื้อขายอยู่ไกลกันมาก และไม่ต้องการเดินทางมาสำนักงานที่ดิน
ตอบ: กรณีตามปัญหา คู่สัญญา สามารถยื่นคำขอซื้อขายที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ที่ใกล้บ้าน
แต่นิติกรรมซื้อขายยังไม่เสร็จในวันนั้น สำนักงานที่รับคำขอจะดำเนินการรับคำขอ
คิดค่าธรรมเนียม แล้วส่งเรื่องไปในสำนักงานท้องที่ที่จดทะเบียนดำเนินการให้
เสร็จแล้วจึงจะส่งเรื่องกลับคืนมา ซึ่งระยะเวลาจะใช้ในการดำเนินการประมาณ
15-20 วัน ทั้งนี้ การยื่นคำขอดังกล่าวจะต้องตามมาตรา 72 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการรับคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์สำหรับที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน
ใบไต่สวน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ณ กรมที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดหรือสำนักงานที่ดินสาขา
พ.ศ. 2529 และหนังสือเวียนกรมที่ดิน ที่ มท 0701/ว 12601 ลงวันที่
26 เมษายน 2543 go to top
8) ใบอนุญาตค้าที่ดินกับจัดสรรที่ดินแตกต่างกันอย่างไร
ถาม: ถ้าผมซื้อบ้านจากโครงการที่ขอใบอนุญาตค้าที่ดินแต่ไม่มีใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน
ผมในฐานะผู้บริโภคจะเสียเปรียบผู้ประกอบการบ้านจัดสรรนั้นอย่างไรบ้าง
และอยากทราบความแตกต่างของใบอนุญาตทั้งสองที่มีผลต่อผู้บริโภค
ตอบ: ความแตกต่างระหว่างการค้าที่ดินกับการจัดสรรที่ดิน
ก) การค้าที่ดิน ตามคำนิยามในมาตรา
1 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หมายความว่า การได้มาและจำหน่ายไปซึ่งที่ดินเพื่อประโยชน์ในกิจการค้าหากำไร
โดยวิธีขาย แลกเปลี่ยน หรือให้เช่าซื้อที่ดินและมาตรา 101 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
บุคคลใดประสงค์จะทำการค้าที่ดิน ต้องได้รับอนุญาตเป็นการเฉพาะรายที่ดินจากรัฐมนตรี
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ข) การจัดสรรที่ดิน ตามคำนิยามในมาตรา
4 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 หมายความว่า การจำหน่ายที่ดินที่ได้แบ่งเป็นแปลงย่อยรวมกันตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไป
ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งจากที่ดินแปลงเดียวหรือแบ่งจากที่ดินหลายแปลงที่มีพื้นที่ติดต่อกัน
โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นค่าตอบแทนและให้หมายความรวมถึงการดำเนินการดังกล่าว
ที่ได้มีการแบ่งที่ดินแปลงเดิมเพิ่มเติมภายในสามปี เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปด้วย
** ผู้ซื้อที่ดินที่ไม่มีใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน
พ.ศ.2543 หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่สำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
โทร.0-2222-3271 go to
top
9) หน่วยงานใดรับผิดชอบการเวนคืน
ตอบ: การเวนคืนที่ดิน กรมที่ดินมิได้เป็นผู้กำหนดหลักเขตเวนคืน ต้องตรวจสอบกับหน่วยงานเจ้าของโครงการที่เวนคืนที่ดิน
เช่น เวนคืนเพื่อนำไปสร้างถนน ก็ต้องติดต่อสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร
กรมทางหลวง เมื่อเวนคืนแล้วหน่วยงานที่เวนคืน จะขอความร่วมมือจากกรมที่ดิน
เข้าไปทำการรังวัดเพื่อกำหนดเขตเวนคืนต่อไป go to top
10) หน่วยงานใดมีหน้าที่จัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่
ตอบ: การเสียภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดิน กรมที่ดินมิได้เป็นผู้จัดเก็บ
หน่วยงานที่จัดเก็บคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยดูว่าที่ดินตั้งอยู่ในเขตการปกครองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด
องค์กรนั้นจะเป็นผู้จัดเก็บ เช่น สำนักงานเขตต่างๆใน ก.ท.ม., เทศบาล,
อ.บ.ต. ฯลฯ กรมที่ดินจะจัดเก็บเฉพาะค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
ส่วนภาษีเงินได้ฯ ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นการจัดเก็บแทนส่วนราชการอื่น go to top
11) ดินขุดลอกคลอง ถือเป็นที่งอกริมตลิ่งหรือไ่ม่
ถาม: ที่อยู่ริมคลอง ต่อมามีการขุดลอกคลองครั้งใหญ่ ทำให้เกิดเป็นที่ดินยื่นออกไปจากโฉนดเดิม
ขอถามเป็นข้อดังนี้ครับ
1.ที่งอกนั้นเป็นสมบัติของเราหรือไม่
2.มีบางส่วนที่คนเริ่มเข้ามาจับจอง คนพวกนั้นทำถูกกฎหมายหรือไม่
3.ถ้าเราจะโกยดินพวกนั้นเข้ามาในที่ของเรา ให้ที่ตรงนั้นเป็นคลองเหมือนเดิมจะได้หรือไม่
4.คนที่มาจับจองที่ดินตามข้อสอง เราจะขับไล่ได้หรือไม่ เพราะขวางทางไปสู่คลองตามโฉนด
ตอบ: ที่ดินที่จะถือว่าเป็นที่งอกริมตลิ่งมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา คือ ต้องเป็นที่ดินซึ่งงอกออกไปจากตลิ่ง
ไม่ใช่งอกจากกลางแม่น้ำมาสู่ที่ดินของเจ้าของที่ดิน ต้องเป็นที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่ใช่โดยการถม
และต้องไม่มีทางน้ำสาธารณะ ทางสาธารณะ หรือที่สาธารณะอื่นใดคั่นระหว่างที่ดินเดิมกับที่งอก
เมื่อเวลาน้ำขึ้นตามปกติน้ำท่วมไม่ถึง ที่งอกริมตลิ่งดังกล่าวนี้ มาตรา
1308 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า "ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง
ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น"
1. ตามคำถาม ที่ดินของท่านมีโฉนดที่ดิน และอยู่ริมคลอง เมื่อมีการขุดลอกคลองและนำดินที่ขุดมานั้นมาถม
ทำให้เกิดที่ดินยื่นออกไปจากโฉนดที่ดิน ที่ดินส่วนที่ยื่นออกไปจากโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นที่งอกริมตลิ่ง
เพราะไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามหลักเกณฑ์ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น
ที่ดินส่วนที่ยื่นออกไปจึงไม่ได้เป็นของท่านแต่อย่างใด
2. เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวไม่เป็นที่งอกริมตลิ่ง ที่ดินส่วนที่ยื่นออกไปจึงยังคงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นเดิม
การที่มีผู้เข้าไปจับจองในที่ดินบริเวณนี้ ย่อมเป้นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เนื่องจากเป็นการบุกรุกที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน
3. ท่านไม่สามารถโกยดินส่วนนั้นเข้าไปในที่ดินของท่านได้ เนื่องจากเป็นการต้องห้ามตามมาตรา
9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และอาจจะต้องได้รับโทษตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา
108 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
4. โดยปกติการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่สาธารณประโยชน์ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย
มีอำนาจฟ้องร้องผู้บุกรุกได้ แต่ถ้าปรากฏว่าการเข้าไปจับจองที่ดินดังกล่าว
ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ท่านเป็นพิเศษ เช่น กีดขวางต่อการเดินทางสัญจร
เข้า ออก คลองโดยปกติ ท่านสามารถที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องขอให้ผู้นั้นออกไปจากที่ดินนั้น
หรือให้หยุดการกระทำอันก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ท่านได้ go to top
|